ไหว้พระ 9 วัด กับครูบ้านนอก
posted on 17 Jan 2005 22:37 by anew in Good-For-You
เปลี่ยนแนวกันอย่างชนิดหน้ามือ เป็นหลังส้นพระบาท ใครจะรู้ว่าเห็นคุณนิวกาม ๆ แบบเนี้ย จริง ๆ จิตใจเราก็ฝักใฝ่ในทางธรรมเหมือนกันนะคุณ ดังนั้น ในตอนนี้ จึงขอพักเรื่องราวไร้สาระพรรค์อย่างว่า ลองมาทำอะไรที่ช่วยเสริมสร้างบุญญาธิการบารมีให้กับชีวิตกันซะหน่อย จะได้ไม่หงอยเป็นหอยแครงถูกลวกนะคุณน้อง
เรื่องมันเริ่มที่จากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมาเป็นวันครู (อย่าลืมกลับไปไหว้ครูกันบ้างนะยะ) คุณแม่ของคุณนิว ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติเหมือนกัน (คุณลูกถึงได้ออกมามีสติดีแบบนี้ไง) ได้มีดำริกับก๊วนเพื่อนครูที่โรงเรียนอีก 2 คนว่า เนื่องในวันครู และประกอบกับเพิ่งผ่านพ้นปีใหม่มาไม่นาน เราไปไหว้พระ 9 วัด เพื่อความเป็นศิริมงคลกันดีกว่า
จึงทำให้เกิดโปรเจคท์ สุดบรรเจิดที่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า....
1212
"ไหว้พระ 9 วัด กับครูบ้านนอก"
212
แหม ที่เรียกครูบ้านนอกเนี่ย ไม่ใช่ว่าคุณนิวจะไปดูถูกดูแคลนอาชีพของคุณแม่แต่อย่างใดนะ แต่เหล่าเจ๊ใหญ่ทั้ง 3 คน เธอพออกพอใจให้เรียกก๊วนของเธอแบบนี้เองมากกว่าจ้ะ ซึ่งอันที่จริงโรงเรียนที่ทำการของเหล่าครูบ้านนอกที่ว่านี้ ก็อยู่แค่ชลบุรีนี่เอง ไม่ได้ห่างไกลจากพระนครเท่าไหร่เลย ขับรถมาหลับไปได้แค่ครึ่งตื่น กระโปรงรถก็แทบจะไปเกยอยู่สนามหลวงแล้ว
เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันเลย ตามความเห็นอย่างมีวิจารณญาณแบบเบลอ ๆ ของคุณนิวเนี่ย กิจกรรมไหว้พระ 9 วัดที่ว่า ควรจะถูกเรียกเป็น "การนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 แห่ง" ดูจะเหมาะสมกว่า เพราะว่า 2 ใน 9 ไม่ใช่วัด แต่ก็เน้นเรียกให้ง่าย ๆ ให้สะดวกปากชาวไทยเค้าไว้ละกันเนอะคุณน้อง ขืนมัวให้มาเรียกยืดยาวเยิ่นเย้อ ก็พอดีไม่มีคนไปทำบุญกัน
ขอบอกก่อนว่า จริง ๆ แล้วอาจจะมีเคล็ดหรือ ขั้นตอนจิปาถะในการเข้าสักการะที่โน่นก่อน แล้วค่อยไปที่นู่น จบที่ตรงนี้ อะไรแบบนั้นก็ได้ แต่ทริปครูบ้านนอกคราวนี้ เราเดินทางกันแบบเอาสะดวกเข้าว่า ดังนั้น โปรดอย่ายึดถือเป็นแพทเทิร์นที่เป๊ะ ๆ ตามตำรานะจ๊ะ
เริ่มต้นที่ชาวคณะครูบ้านนอก เดินทางออกจากชลบุรีตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง โดยมีนัดหมายกับคุณนิว ให้ไปเจอกันที่.....
วัดสุทัศนเทพวราราม
ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ชาวคณะเราได้เข้าสักการะกันจ้ะ
การเข้าไหว้องค์พระประธาน ก็มีทริคอยู่นิดนึง คือ ให้ใช้ธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม และดอกบัว 2 ดอก เค้าจะมีตู้ให้บริจาคตามศรัทธา ก็หยอด ๆ ใส่ไปตามความพอใจ (คุณนิวใส่ไปตั้ง 10 บาทแน่ะ ใจป้ำชะมัด)
อานิสงค์ที่ได้จากการทำบุญที่วัดนี้ก็คือ "ช่วยให้มีวิสัยทัศน์ที่ดี" จ้ะ (คงเกี่ยวดองมาจากคำว่าสุทัศน์ในชื่อวัดละมั้ง)
วัดสุทัศน์มีพระอารามที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก และที่เป็นเอกลักษณ์แบบสุด ๆ คือเสาชิงช้า สีแดงแช้ด สูงเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าประตูวัด ซึ่งฝั่งตรงข้ามก็คือศาลาว่าการพระนครนั่นเอง ถ้าใครที่เคยไปกินนมมนต์ก็ต้องเคยเห็นผ่านหูผ่านตาบ้างล่ะ (นอกจากจะเซ่อ เพราะมัวแต่เหล่สาว)
เสร็จจากวัดสุทัศน์ปุ๊บ ชาวคณะก็เดินด๊อกแด๊กต่อกันไปยังสถานที่แห่งที่สอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก คือ....
ศาลเจ้าพ่อเสือ
โชคดีที่อากาศในพระนครวันนั้นแสนจะเป็นใจ อากาศเย็นสบาย ไม่มีแดดเลย เหล่าครูบ้านนอนกิ๊วก๊าวเข้าข้างตัวเองกันใหญ่ เพราะนึกว่ามาจากอานิสงค์ที่ตัวเองตั้งใจมาทำบุญไหว้พระ 9 วัด (คิดไปโน่นแน่ะ)
ที่ศาลมีของไหว้สักการะขายอยู่เต็มเกลื่อนกลาด หาซื้อได้สะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียมไปเอง เอาชุดใหญ่ก็แพงหน่อย ชุดเล็กแฮปปี้มีล ก็ราคาย่อมเยาว์สมราคา อย่างคุณนิวเอาชุดประหยัด ก็จะมีเทียนแดง ธูป 18 ดอก พวงมาลัยดอกดาวเรือง แล้วก็ข้าวสวย ไข่ดิบ หมูดิบมาให้พร้อม คุณนิวเกือบทำบาป ด้วยอดใจไม่ไหว แคะเอาหมูดิบไข่ดิบมากิน ระหว่างเดินเข้าไปไหว้ในศาล
เข้าไปในตัวศาล คนเยอะมาก.ก..ก คนเยอะธูปก็เยอะ ธูปเยอะควันธูปก็อบอวลมหาศาลอยู่ในนั้น เหล่าผู้มาสักการะแต่ละคนจึงน้ำตาไหลนองหน้า ด้วยความซาบซึ้งอิ่มบุญหรือแสบตาเพราะควันธูปก็ไม่อาจทราบได้ แล้วตัวศาลซึ่งมีเนื้อที่ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โต เวลาจุดธูปเสร็จ ก็ต้องพยายามยกธูปให้สูงชูเหนือหัวเข้าไว้ ไม่งั้นอาจจะไปจี้ตูดยัยซิ้มข้างหน้า หรือเผลอพลาดจิ้มหัวอาซ้อ เกิดเหตุการณ์สลดใจผมไหม้หงิกงอ ก็จะกลายเป็นข่าวใหญ่โตกันไปอีก
ชาวคณะครูบ้านนอก เข้าไปถึงก็เงอะ ๆ งะ ๆ ทำตัวไม่ถูก ว่าต้องไหว้ตรงไหน ทำอะไรก่อน แต่โชคดีว่ามีเจ้าหน้าที่ คอยป่าวประกาศออกไมค์เสียงดังปาว ๆ ๆ ว่าทำอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่งั้นคงได้เมาควันธูปสิ้นสติเป็นแน่แท้
ส่วนอานิสงค์ที่จะได้จากการสักการะศาลเจ้าพ่อเสือก็คือ "มีอำนาจบารมี" จ้ะ
เสร็จจากศาลเจ้าพ่อเสือ ชาวคณะแวะหาอะไรทานรองท้องแถว ๆ นั้นซักพัก ก็เดินกลับไปเอารถ ที่แอบจอดไว้ข้างกำแพงวัดสุทัศน์ เพื่อเดินทางไปสักการะสถานที่แห่งที่ 3 ต่อเลย คือ....
วัดชนะสงคราม
คุณน้องที่เอารถไป สามารถเอารถเข้าไปจอดในวัดได้เลย แต่ถ้าไปสาย ๆ จะหาที่จอดยากหน่อย เพราะรถเยอะไง ซึ่งชาวคณะครูบ้านนอกไปได้ที่จอดเอาตรงริมรั้วสุดเขตแดนวัดโน่น คะเนเอาว่าคงจะเป็นแหล่งปลดทุกข์ของเหล่าหมาวัดบรรดาศักดิ์ในวัดนั่นแหละ เพราะอบอวลไปด้วยกลิ่นขี้หมา และกองระเบิดจำนวนมาก ทำให้ต้องเดินเขย่งเก็งกอยหลบขี้หมากันไปตลอดทาง
วันนั้นวันอาทิตย์ด้วยแหละ คนเลยเต็มไปหมด เพราะมีคนมาทำบุญเลี้ยงพระกันเยอะ พวกของบูชา ก็มีธูป เทียน ดอกไม้ ตามปกติ โดยหยอดเงินใส่ตู้ตามศรัทธาอีกเช่นเคย
อานิสงค์สำหรับการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ก็คือ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง" ก็ตามชื่อวัดเลยนั่นแหละ
เสร็จจากวัดชนะสงคราม ชาวคณะไม่รอช้า รีบทำเวลา ด้วยการเดินทางต่อทันทีไปยังสถานที่แห่งที่ 4 คือ....
ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร
โดยเอารถไปจอดทิ้งไว้ริมถนน ฝั่งตรงข้ามวัดพระแก้วนั่นแหละ โชคดีที่เป็นวันอาทิตย์ เลยจอดทิ้งไว้ได้ทั้งวัน ไม่โดนล็อคล้อหรือใบสั่ง
แต่ก็โชคร้ายหรือเปล่าไม่ทราบ ที่เป็นวันอาทิตย์ เลยทำให้มีคนมาเฝ้าสักการะศาลหลักเมืองชนิดมืดฟ้ามัวดินอีกเช่นกัน (โอยย..ย.ย.ย. จะเป็นลม)

ไฮไลต์ของการมาสักการะที่นี่ก็คือ การพยายามเบียดเสียดยัดเยียดฝูงชน นำผ้าแพรสามสี เข้าไปผูกกับเสาหลักเมืองจำลองให้ได้ คนเยอะซะมองเผินยัง ๆ กะมดขนไข่หนีน้ำขึ้นต้นไม้ คุณนิวเลยแอบหนีไปดูละครชาตรี ที่มีคนมาว่าจ้างเล่นแก้บนศาลหลักเมืองดีกว่า (จริง ๆ คืออู้นั่นแหละ)
อานิสงค์แห่งการสักการะศาลหลักเมือง คือ "ตัดเคราะห์ ต่อชะตา" จ้ะ ไม่ทราบเหมือนกัน ว่ามีที่มาที่ไปเยี่ยงไร ลองไปค้นคว้าหาข้อมูลดูกันนะ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
หรือวัดพระแก้ว ซึ่งเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองไปนิดเดียวก็ถึงเลย แต่คนก็เยอะมหาศาลอีกเช่นกัน เพราะมีพวกกรุ๊ปทัวร์นานาชาติเข้ามาด้วยอีก จนคุณนิวเป็นห่วงกลัววัดพระแก้วของเราจะทรุดจัง
อานิสงค์สำหรับการมาสักการะบูชาที่วัดพระแก้วก็คือ "แก้วแหวนเงินทองไหลมาตลอดปี"
หลังจากจุดธูปเทียน ไหว้พระขอพรจากด้านนอกเสร็จเรียบร้อย ชาวคณะก็เข้าไปกราบพระแก้วมรกตภายในพระอุโบสถกันต่อ ซึ่งภายในงดงามมาก ๆ ๆ องค์พระเด่นเป็นสง่าอยู่บนฐานสวยงามประณีต เหล่าชาวคณะนั่งชื่นชมความงามกันอยู่เป็นเวลานาน จนแทบจะหลับเอกเขนกอยู่ในนั้น ด้วยความเมื่อยเพราะเดินลากขากันมาตั้งแต่เช้า

ขณะที่ไป มีบางส่วนของวัดกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ อย่างสถูปเจดีย์ที่เห็นตามรูปนี่ คุณนิวคาดว่าคงเพิ่งบูรณะเสร็จมาหมาด ๆ เพราะสีทองวาววับจับตามาก เหล่ายักษาก็สีสันเอี่ยมอ่อง ปิ๊งกันหมดทุกตน คงเพิ่งจะถอดรูปกันมาล่ะมั้งนั่น
เอาล่ะ เวลาและวารีไม่เคยรอท่าใคร เราจึงรีบเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ 4 ต่อ นั่นคือ....
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ซึ่งมีชื่อเล่น เรียกกันง่าย ๆ ว่า วัดโพธิ์ นั่นเอง ชาวคณะครูบ้านนอกของเรา ก็สมอ้างว่ามาจากวัดโพธิ์ (ร.ร.เทศบาลวัดโพธิ์)เหมือนกัน แต่ได้รับคำตอบว่าเป็นโพธิ์คนละต้น อันนี้โพธิ์พระนคร ส่วนนั่นโพธิ์เมืองชล แต่ไงซะก็เป็นญาติกัน (ว่าไปนั่น)

มาวัดโพธิ์ก็ต้องเข้าไปไหว้พระนอนในวิหาร ซึ่งองค์ใหญ่มาก นอนทอดองค์ยาวเหยียด แลดูน่าเคารพเลื่อมใสยิ่งนัก
และที่เด่นที่สุดสำหรับวัดนี้ก็คือ นวดแผนโบราณ แต่เวลาเราน้อยฮ่ะ จึงไม่ได้แวะใช้บริการแต่อย่างใด
เผอิญวันนั้น ที่วัดโพธิ์มีงานมอบวุฒิบัตรให้กับนักเรียนในโครงการโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์พอดี เด็กน้อยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว วิ่งกันให้เกลื่อนเต็มวัดไปหมด ทางวัดจึงจัดให้มีการเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวน้ำและขนมฟรีให้กับเด็ก ๆ ที่มาในงาน ทันใดนั้นเอง ชาวคณะของเราคนหนึ่ง คาดว่าคงจะหิวจนหน้ามืด เดินเข้าไปต่อแถวรับก๋วยเตี๋ยวเค้ามากินหน้าตาเฉย แถมยังมีการกวักมือมาเรียกพวกที่เหลือให้มาแจมด้วยแน่ะ
ต๊าย ตาย คุณนิวล่ะอ๊าย อายฮ่ะคุณน้อง ก็แหมมาเที่ยวแท้ ๆ ยังจะไปเอาของของเค้ามากินฟรีอีก ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับงานเค้าเลยซักหน่อย เกรงใจจะแย่ เลยซัดเข้าไปแค่ 2 ชามพอ (แป่.ว...ว.วว..วว)
ส่วนอานิสงค์สำหรับการมาสักการะที่วัดโพธิ์นี้ก็คือ "ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข" คงจะเปรียบเสมือนมีร่มโพธิ์ ร่มไทร คอยปกปักรักษานั่นเอง
จากวัดโพธิ์ ชาวคณะเราเหมารถตุ๊ก ๆ ไปลงที่ท่าเตียน เพื่อจะข้ามฟากไปยังฝั่งธนบุรี เข้าสักการะสถานที่แห่งที่ 7 นั่นคือ....
วัดกัลยาณมิตร
ตอนแรกไอ้เราก็นึกว่า มาไหว้พระที่วัดกัลยาณมิตร จะช่วยให้เราประสบพบแต่มิตรที่ดี มีน้ำใจ ที่ไหนได้ อานิสงค์ของการมาสักการะที่นี่คือ "เดินทางปลอดภัย" ต่างหาก
ที่วัดนี้ถึงแม้จะมีบริเวณกว้างขวาง แต่กลิ่นควันธูปก็เข้าทำร้ายโพรงจมูกอย่างรุนแรง ไม่แพ้ที่ศาลเจ้าพ่อเสือ เพราะมีเคล็ดในการไหว้พระด้วยการจุดธูป 1 ห่อเต็ม ๆ ประมาณ 20-30 ก้านได้มั้งคุณน้อง จุดเสร็จไฟลุกท่วม ดับกันแทบไม่ทัน จากนั้นควันธูปก็ท่วมหน้าจนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่เป็นอันอธิษฐานจิต ต้องรีบเอาธูปไปปักในกระถางก่อน แล้วค่อยมานั่งอธิษฐานต่อทีหลัง

หลวงพ่อซำปอกง ที่ประดิษฐานอยู่ที่นี่ องค์ใหญ่โตสูงสง่าน่าเลื่อมใส และยังเป็นที่เคารพสักการะมาก ๆ ด้วย
ชาวคณะเดินทางต่อด้วยรถตุ๊ก ๆ อีกเช่นเคย ไปยังวัดแจ้ง ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน ซึ่งมีนามเรียกอย่างเป็นทางการว่า....
วัดอรุณราชวราราม
ที่โดดเด่น และแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมืองเราไปแล้ว นั่นก็คือพระปรางค์วัดอรุณฯ นั่นเอง
อันที่จริงคุณนิวเอากล้องไปด้วย แต่ด้วยความสามารถทางเชิงช่าง ที่มีมากเหลือเกิน ก็เลยคิดว่า ให้คุณน้องลองไปหาภาพพระปรางค์ทั้งองค์แบบสวย ๆ จากที่อื่นดูจะดีกว่า ดังนั้น เพื่อความแปลกใหม่ คุณนิวจึงขอนำเสนอสิ่งที่คนส่วนใหญ่ละเลย นั่นก็คือ ภาพถ่ายส่วนฐานของพระปรางค์วัดอรุณฯ นั่นเอง....

ที่ฐานพระปรางค์รายล้อมไปด้วยรูปปั้นสารพัดสัตว์ อย่างในรูปนี่คงเป็นแพะมั้ง สังเกตได้จากเขา และเคราแพะ
เดินอ้อมมาอีกนิด ก็เจอของแปลกอีกแล้ว ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้มาพบประสบเห็นด้วยตาตัวเอง ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ไม่มีไรมากหรอกคุณน้อง เป็นไกด์ชาวไทย ที่นำนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเข้าเยี่ยมชมวัดอรุณนั่นแหละ คุณนิวเห็นแกแหกปากอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นโนะ ๆ เนะ ๆ เสียงลั่นสนั่นไปทั่วคุ้งน้ำเจ้าพระยา แถมแต่งกายทำเผ้าทำผมซะเข้ากับสถานที่เสียมิมี จึงอดไม่ได้ที่จะแอบชักภาพมาฝากคุณน้องกัน
ภาพนี้ฝากคุณน้อง Catkun โดยเฉพาะจ้า

แมววัดอรุณเชียวนะยะ ไฮโซมั้ยล่ะ
ส่วนอานิสงค์สำหรับที่วัดอรุณฯ นี้ก็คือ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" ดุจดั่งอรุณรุ่งอรุโณทัยนั่นเอง
ต่อไปก็เป็นสถานที่สุดท้ายแล้ว แห่งที่ 9 อันได้แก่....
วัดระฆังโฆษิตาราม
และชาวคณะก็ไม่ลืมที่จะอุดหนุนรถตุ๊ก ๆ อีกเช่นเคย
ส่วนสิ่งสำคัญประจำวัดระฆัง ก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก "ระฆัง"

ซึ่งพอกราบพระเสร็จ ก็เป็นธรรมเนียมที่ทุกคนจะมาเคาะระฆังกันให้ดังสนั่นลั่นชั้นฟ้า เหมือนอย่างในภาพนี้ ยิ่งคนเยอะเท่าไหร่ เสียงระฆังก็จะดังเหง่ง ๆ หง่าง ๆ อยู่แบบนั้นแหละ ไม่จบไม่สิ้น
ส่วนสิ่งที่ผู้คนเคารพมากอีกอย่างสำหรับวัดระฆัง คือ คาถาชินบัญชร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งจากการสังเกตของคุณนิว มีหลายคนทีเดียว ที่เข้าไปนั่งสวดพระคาถานี้กันเสียงอึงคนึงอยู่ในโบสถ์
สำหรับอานิสงค์จากการที่ได้มาสักการะ ที่วัดระฆัง ก็คือ "มีคนนิยมชมชื่น" มีชื่อมีเสียงโด่งดัง ดุจเสียงของระฆังนั่นเอง
ออกมาหน้าประตูวัด คุณนิวเจอหมาน้อยตัวนึง น่าเอ็นดูมาก ๆ

ขาหลังมันด้วนกุดไปเลยอ่ะคุณน้อง มีคนใจบุญต่อล้อรถเข็นให้ คุณนิวไปยืนทำปากจุ๊ ๆ จิ๊ ๆ เรียกมัน มันก็เดินทำหน้าเซื่อง ตาปรอยเชียว น่าสงสารเป็นที่สุด (แต่ก็ไม่ได้ให้ขนมมันกินซักกะชิ้น)
จบหมดแล้ว สำหรับสถานที่ทั้ง 9 แห่ง คุณน้องที่อยากจะทดลองไปดูบ้าง ขอบอกว่า อย่าหวังว่าการไปทำบุญในครั้งนี้ จะทำให้เราได้บุญกุศลอักโข จนกระทั่งบรรลุโสดานิพพานอะไรแบบนั้นเลยนะ คิดซะว่าทำเพื่อความเป็นศิริมงคลกับตัวดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ในการร่วมทำนุบำรุง จรรโลงพระพุทธศาสนาของเรา ให้คงอยู่สืบต่อไป
ก็แหม เล่นตั้งตู้บริจาคตามศรัทธา ตู้ค่าไฟ ตู้บูรณะวัด ตู้ทุนการศึกษา ตู้อาหารกลางวัน ตู้อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด หยอดมันให้หมดซะทุกตู้ แบบนี้ไม่เรียกจรรโลง แล้วจะให้เรียกว่าอะไรเล่าเจ้าคะหลวงพี่
เฮ้อ กลับมาบ้านเมื่อยเนื้อตัวปวดขาเป็นที่สุด แถมเห็นว่าอากาศดีไม่มีแดด คุณนิวเลยไม่ทากันแดดไปซะเลย ที่ไหนได้ แค่ไอแดดก็ทำให้เราหน้าคล้ำไปได้ตั้งเยอะ ไหงใครว่าทำบุญแล้วผิวพรรณจะผ่องใสไงยะ
เปลี่ยนแนวแบบกระชากวัยแบบนี้ รู้สึกแปลกๆแฮะ
ลป. ว่าแต่เจ๊อยู่ในรูปไหนเอ่ย โทร 1900 999 69
เจ๊เสื้อชมพูดในรูปที่ 1 กด 1
เจ๊เสื้อม่วงอ่อน ในรูปที่ 7 กด 2
เจ๊เสื้อแดงลายดอกในรูปที่ 9 กด 3
ลป.2 แซวเล่นนะเจ๊ มีความสุขปีใหม่อีกหนคับ
#1 By pekikalo on 2005-01-17 22:50